ขุนน้ำฝางสุดปลายทางที่ขุนห้วยแม่ยางมิ้น
ตั้งใจไว้ว่าถึงหน้าแล้งเมื่อไหร่ จะไปแก้ตัวล้างตาที่สันดอยหลังดอยเวียงผา หลังคาอำเภอไชยปราการ จ.เชียงใหม่อีกสักครั้ง หลังจากที่เมื่อเมื่อเดือนสิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา ผมเคยไปที่นั่นครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไปสามารถขึ้นไปถึงสันเขาสุงสุดของที่นั่นได้
ครั้งนั้นเส้นทางแม้นว่าจะไม่น่าจะโหดเกินความตั้งใจที่อยากจะไปถึงจุดหมายให้ได้ หากแต่ว่าเส้นทางที่แคบและชัน ไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ นั้น ถูกปกคลุมด้วยเครือเถาวัลย์วัชพืช รกตา อีกทั้งสายลมพัดแรงหอบเอากลุ่มเมฆหมอกหนามาปิดบังจนไม่สามารถมองเห็นเส้นทางได้เกินสี่เมตร
การยอมถอยกลับจึงเป็นทางเลือกที่น่าจะดีกว่า อีกทั้งทริปนั้นไปกันแค่สองคัน คิดว่าหากพลาดพลั้ง คงยากที่จะช่วยเหลือกันได้ คิดไว้ว่าพอถึงหน้าแล้ง เมื่อทางหน่วยจัดการต้นน้ำเขาจะแผ้วถางทำแนวกันไฟป่าทุกปี แล้วเราจะกลับมาอีกครั้ง
ทริปซูปเปอร์มูน หลังจากเฝ้าดูภาพทางกูเกิลเอิร์ท จนแน่ใจว่าทางที่รกร้างนั้นถูกแผ้วถางเป็นแนวกันไฟเรียบร้อยแล้ว ผมจึงกำหนดวันเวลาออกทริปอีกครั้งโดยเลือกเอาวันที่ 19-20 มีนาคม 2554 เป็นวันล้างตา เพราะทราบมาว่าวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2554 นั้น เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงและโคจรมาใกล้โลกที่สุด ที่เขาเรียกว่าวัน Super moon ดังนั้นยอดดอยที่ผมกำลังจะไปนั้นจึงน่าจะอยู่ใกล้ดวงจันทร์ ยิ่งกว่าที่อื่นๆ
ทริปนี้นัดเพื่อนไว้หกคันจากตัวเมืองเชียงใหม่สี่คันและเจ้าถิ่น ฝางออฟโรด อีกสองคัน. เหมือนฟ้ารู้ใจ เมื่อใกล้ถึงวันเดินทางออกทริป ท้องฟ้าที่เคยเจิดจ้าด้วยแสงแดดแห่งฤดูร้อนที่ย่างกรายเข้ามาแทนฤดูหนาว กลับมืดคลื้มปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆฝนขนาดใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อน ฝนเริ่มตกอย่างไม่หยุดตั้งแต่เย็นวันจันทร์ที่ 14 มีนาคม จนถึงเช้าวันที่ 18 มีนาคม 2554 มันเป็นสิ่งที่ผิดปกติจนเป็นที่แปลกใจของผู้คนทั่วไป ผมเองชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าจะสามารถออกทริปได้หรือเปล่า เพราะหากฝนตกตลอดโดยไม่หยุดนั้น คงไม่สามารถขับรถผ่านลำห้วยที่มีสายน้ำเชี่ยวกรากของห้วยแม่ฝางหลวงได้แน่ ในตัวเมืองอุณหภูมิก็ลดลงอย่างฮวบฮาบจาก 34 องศาเซลเซียส เหลือเพียง 14 องศาเซลเซียส แล้วบนยอดดอยมันหนาวเย็นสักเพียงใหน นั่นมันก็เป็นสิ่งที่ท้าทายอีกรูปแบบหนึ่ง
เช้าวันเสาร์ที่ 19 ฟ้าสดใสไร้วี่แววสายฝน แต่บรรยากาศยังเย็นสบาย ผมพร้อมด้วย เพื่อนอีกสามคันคือ วิเชียร หรือ ฟ้าสะอง, อ.เชษฐ์ และนายเอ ล้านนาแลนด์โรเวอร์ มุ่งหน้าสู่ที่หมายคือดอยเวียงผาหลังคาไชยปราการ โดยจะมีเพื่อนจากฝางออฟโรดตามขึ้นไปสมทบตอนเย็นๆ
จากขุนน้ำฝาง สุดปลายทางขุนน้ำแม่ยางมิ้น
เส้นทางขึ้นสู่หลังดอยเวียงผายังคงความเปียกชื้นและมีน้ำขังตามหลุมบนเส้นทางอยู่ประปราย แต่ไม่ลื่นหรือมีเลนโคลนมากนัก ตามลำห้วยมีร่องรอยของน้ำป่าที่เชี่ยวกรากตามที่ผมคาดไว้ บางจุดมีต้นไม้ล้มขวางอยู่แต่ที่บ้านที่ใช้เส้นทางนี้สัญจรไปมาประจำได้ตัดออกไปบ้างแล้ว บางจุดที่มันใหญ่เกินกำลังก็ทำทางเบี่ยงไว้แทน สำหรับชาวบ้านที่ใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะก็ไม่ลำบากนัก แต่สำหรับรถยนต์นั้นต้องหลบลงไปวิ่งในลำห้วยแทน ใช้เวลาเดินไม่เกินหนึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงบ้านดอยเวียงผา แห่งขุนลำน้ำฝาง บ้านดอยเวียงผาเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่าลาหู่ หรือว่า เผ่ามูเซอร์ มีประชากรทั้งหมดประมาณ 180 คน หมู่บ้านแห่งนี้ดูสงบสุข ชาวบ้านเป็นมิตรกับผู้มาเยือน ภายในหมู่บ้านมีไฟฟ้าที่ได้มาจากการปั่นกระแสไฟด้วยพลังน้ำของลำห้วยแม่ฝางหลวง เราหยุดทักทายกับชาวบ้านครู่หนึ่งพร้อมสอบถามถึงสภาพเส้นทางข้างหน้าก่อนจะขอตัวเพื่อลุยสู่ยอดดอยต่อไป
เป้าหมายต่อจากนี้ไปก็คือปลายยอดดอยขุนแม่ฝางซึ่งเป็นยอดดอยลูกของดอยเวียงผา เมื่อมาถึงหน้าที่ทำการหน่วยย่อย 2 หน่วยจัดการต้นน้ำฝาง มองขึ้นไปยังยอดดอยจะเห็นเส้นแนวกันไฟป่า พาดผ่านไปตามสันดอยจนถึงเนินสันยอดสุงสุดที่หมายไว้อย่างชัดเจน มองและคาดด้วยสายตาไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ด้วยจำนวนรถที่ร่วมทริปมีจำนวนไม่มากและมีความชำนาญในการขับขึ้นดอยด้วยกันทุกคน ไม่นานเราก็มาถึงช่องสันกิ่วลม จุดนี้มีทางแยกคล้ายวายคว่ำ ทางด้านขวามือจะขึ้นไปข้างสันดอยหัวช้างซึ่งเป็นต้นน้ำแม่ต๋ำ
ขบวนเราจอดเพื่อดูเส้นทางอีกครั้ง เมื่อเดินไปจนถึงขอบหุบเขา ผมต้องอุทานออกมา โอ้แม่เจ้าวิวทิวทัศน์จุดนี้มันช่างสวยงามเสียนี่กระไร ทริปก่อนที่ผมมานั้นแม้นว่าผมจะเคยยืนจุดเดียวกันนี้มาก่อนแต่ก็ไม่เห็นวิวนี้มาก่อน เพราะว่าตอนนั้นมีแต่กลุ่มเมฆหมอกบดบังไปหมด(ดูภาพเปรียบเทียบ) จากนั้นต้องรับบทนักสำรวจเดินขึ้นไปตามแนวกันไฟ เพื่อความแน่ใจว่าที่ที่จะขึ้นไปนั้นปลอดภัย
ด้านบนเขาสองข้างทางถูกแผ้วถางเพื่อทำแนวกันไฟ ช่องหรือแนวทางที่กว้างไม่เกินสามเมตรยาวประมาณร้อยเมตร สองข้างคือหุบเหวลึก บางจุดมีก้อนหินขนาดเขื่องโผล่นูนขึ้นมา ต้องใช้วิธีค่อยๆขับค่อยไต่ไปทีละน้อย โดยเฉพาะตอนปีนก้อนหินเหล่านั้นเล่นเอาเสียววูบเป็นระยะ แต่ก็ผ่านจุดนั้นไปด้วยดี
ระดับความสูงของเส้นทางเพิ่มขึ้นทุกระยะหมุนของวงล้อรถ จนมาถึงเนินยาว หน้าดินเป็นดินร่วนปนหิน ที่สำคัญยังไม่เคยมีรถยนต์คันไหนได้สัมผัสหรือผ่านเนินนี้ไปได้มาก่อน ซึ่งเนินนี้ต่อมาวิเชียร ฟ้าสะอง เรียกมันว่าเนินสี่ร้อย เพราะความยากของมันน้องๆ เนินห้าร้อยแห่งตะกอคะนั่นเอง
โดยฟ้าสะองบอกว่าจะขอเป็นผู้ขันอาสาเปิดซิงเนินนี้เอง ไม่มีใครขัดข้อง วิเชียรจึงขับเจ้าฟ้าสะองคู่ชีพตะกุยสู่ยอดเนินได้อย่างไร้ปัญหา ตามด้วย อ.เชษฐ์ ที่อัดแรงๆ ตั้งแต่ตีนเนินจนถึงปลายเนินแบบซิวซิวเช่นกัน คิวที่สามเป็นของนายเอ แห่งล้านนาแลนด์โรเวอร์คลับที่นำรถแลนด์ดิสคัฟเวอร์รี่ 3.9L ฟูลออฟชั่นน้ำหนักรวมน่าจะไม่ต่ำกว่าสองตันครึ่ง มาร่วมแจมทริปนี้ด้วย นายเอบอกว่าจะขอลองเดินขึ้นเบาเบาแบบวอร์คกิ้งสปีด ไปได้แค่ร้อยเมตรกลับปั่นอยู่ที่เดิม ยางไซเมกซ์ลายเอเดี่ยวเริ่มขุดจนเป็นหลุมลึก จนเพื่อนๆ ต้องตระโกนบอกให้ถอยลงไปตั้งหลักที่ตีนเนินก่อน เนินนายเอต้องเปลี่ยนไลน์อยู่หลายครั้ง สุดท้ายผมต้อง ว.แจ้งไปให้ทดลองใช้วินช์แทน เพราะว่าไม่อยากให้รถเสียหาย เนื่องจากดูแล้วนายเอไม่ยอมแน่ๆ ขณะที่วินช์นายเอผ่านไปได้กลุ่มช่างเปี๊ยกและเพื่อน ฝางออฟโรดก็ตามมาทันที่เนินนี้พอดี กว่าทั้งสองคันจะขึ้นถึงปลายเนินได้เล่นเอาเหงื่อแตกกันเป็นแถว ทั้งคนขับและคนเดินตาม
เมื่อมาถึงบนยอดเขาก็รีบหาทำเลที่กางเต้นท์ หาที่หลับที่นอนก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เสวนากับเพื่อนเจ้าถิ่นได้ไม่นานเพื่อนกลุ่มฝางออฟโรดก็ขอตัวกลับไม่สามารถร่วมแค้มป์ได้เพราะว่าต้องเตรียมจัดงานแข่งมอร์เตอร์ครอสสนามฝางอีกงานหนึ่ง เพื่อนกลับไปแล้วผมรีบเก็บภาพบริเวณรอบๆยอดดอยที่พักแรม พระอาทิตย์เริ่มลงต่ำสาดทอแสงสีแดงตัดกับยอดไม้สนดุมีมนต์ขลังสวยงามเหลือเกิน ขณะที่ด้านทิศตะวันออกพระจันทร์ดวงใหญ่สีขาวก็โผล่มาเยือนเหนือสันดอยหัวช้างแล้ว เสียดายที่กล้องตัวจ้อยที่ใช้อยู่ไม่อาจจะเก็บภาพดวงจันทร์ในค่ำคืนนั้นได้

ทันทีทานอาหารเย็นเสร็จ เรารีบปิดไฟจากอินเวิร์ทเทอร์ ให้เหลือเพียงแสงไฟจากกองไฟที่สุมไว้ตั้งแต่หัวค่ำ แต่ทั่วสันเขาในค่ำคืนนี้ก็ยังสว่างสดใสจากแสงจันทร์เจิดจรัสฟากฟ้า แสงจันทร์กลบแสงดวงกาวอื่นแทบไม่มีให้เห็น เป็นค่ำคืนแห่งแสงจันทร์และสายลมแรงที่พัดกระหน่ำอยู่ทั้งคืน หากพูดไปใครจะเชื่อว่าที่นี่อุณหภูมิอยู่ที่ ๑๒ องศาในเดือนมีนาคม. บรรยากาศรอบกองไฟในคืนนี้ บรรยากาศดี จนไม่อยากจะเข้านอน คงจะมีเพียงคู่ข้าวใหม่ปลามันอย่างฟ้าสะองเท่านั้นที่มุดเข้าเต้นท์ก่อนใคร แหม บรรยากาศแบบนี้มันเป็นใจ
ผมรีบตื่นนอนแต่เช้าเพราะอยากเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและต้องการบันทึกภาพไปฝากเพื่อนๆ อากาศยามเช้ายังเย็นยะเยือก นอกจากนายเอแล้วนอกนั้นยังไม่ตื่นนอน แสงแรกเริ่มจับขอบฟ้า ดวงตะวันเริ่มโผล่สีแดงกลม ค่อยๆขยับขึ้นที่ละนิด ผมกดชัตเตอร์กล้องคอมแพคตัวจ้อยไปเรื่อยๆได้ภาพสวยพอดูได้หลายภาพ หากเป็นช่างภาพมือโปรละก็ภาพคงเจ๋งกว่านี้เยอะ
เมื่อคนอื่นเริ่มตื่นขึ้นผมจึงเดินไปทางสันดอยด้านทิศตะวันตก ซึ่งลงจากเนินที่เราตั้งแค้มป์ไปค่อนข้างชัน ผมเดินไปตามแนวกันไฟไปเรื่อยๆจนสุดแนวไปพบกับหุบเหวลึก เบื้องล่างเป็นหน้าผาทั่วบริเวณระดาไปด้วยต้นสนสองใบ ด้วยเหตุที่ว่าผมไปคนเดียวจึงต้องตั้งกล้องถ่ายแบบอัตโนมัติ บันทึกภาพตนเองที่หน้าผานั่น หากผมมาที่นี่ตอนพระอาทิตย์ตกดินคงสวยมากกว่านี้ บนยอดหินผายังมีต้นกุหลาบพันปีขึ้นอยู่หลายต้น ตอนนี้ดอกของมันได้ร่วงโรยไปหมดแล้ว
ผมชอบตรงหน้าผานี้มาก ผมบอกกับตนเองว่าจะต้องกลับมาที่นี่อีกสักครั้งให้ได้ เมื่อเดินกลับถึงที่พักแรมเพื่อนเขากำลังจัดการกับอาหารมื้อเช้าแบบเรียบง่ายกันอยุ่ หลังจากก็เก็บเต้นท์และสัมภาระอื่นๆขึ้นรถแล้วลงจากยอดดอยแห่งนั้นด้วยความประทับใจผมและเพื่อนร่วมทริป.
ข้อมูลการเดินทาง.
ใช้เส้นทางเชียงใหม่-อ.พร้าว – อ.ไชยปราการ.อ.พร้าวถึง อ.ไชยปราการ จนถึงกิเมตรที่ 34.เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางไปหมู่บ้านเวียงผาพัฒนา -บ้านสลีก้ำ –บ้าน ดอยเวียง. ระยะทางจากปากทางถึงบ้านดอยเวียง 18 กม. สันดอยที่ผมนอนเรียกว่าสันดอยขุนแม่ยางมิ้น.- ดอยหัวช้าง.ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา.
ผู้ร่วมทริป
1.คุณวิเชียร ทองบริสุทธิ์ และน้องติ๊ก
รถที่ใช้โตโยต้า LN 130 SURF.กระบะ เครื่องยนต์ 1KZ.ยาง Silverstone 33×10.5×16
2. อ.เชษฐ์ อุปกุล และ แฟน.
รถที่ใช้โตโยต้า ไทเกอร์ SR.5 ช่วงล่างLJ 78.เครื่องยนต์ 5L. ยาง simex ตะขาบ 35×10.5×16
3.นายเอ ล้านนาแลนด์ และนายต้น
รถที่ใช้ Landrover discovery. 4L.
ยางsimex เอเดี่ยว 35×10.5×16
4.คุณศรีมูล ศิริปัญญา (นายหินเอ้าท์ดอร์)พร้อมครอบครัว
รถที่ใช้ LN 130 กระบะ เครื่องยนต์ 5L turbo. ยาง simex 35×10.5×16
5.คุณวิมล ไชยมงคล ประธานฝางออฟโรด มากับเพื่อน 3 คน
รถที่ใช้ Suzuki คารีเบียนสีแดงและโตโยต้าsurf กระบะ(ขอขอบคุณฝางออฟโรดทุกคนที่มาต้อนรับในทริปนี้ครับ)


























